นักวิชาการ งานสอนและงานเรียนรู้: ผศ. พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล 
ผศ.พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล |
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ พิจิตรา ศุภสวัสดิ์กุล หรือ อาจารย์แนน
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักวิชาการทางด้านการเมืองยังสาว (สวย) ผู้เริ่มต้นจากความสนใจในงานสื่อสารมวลชน กระทั่งกลายมาเป็นนักศึกษาวิจัยถึงอิทธิพลของสื่อที่ส่งผลต่อการเมืองและสังคม ทัศนคติและและประสบการณ์ที่ได้รับจากการสอนนักศึกษาของอาจารย์สาวท่านนี้ที่นำมาฝากกัน มีแง่คิดดีๆ ที่สะท้อนสังคมยุคใหม่และ จะช่วยจรรโลงสังคมนี้ให้น่าอยู่มากขึ้น
จากความสนใจด้านสื่อสู่การวิจัยด้านการเมือง
จริงๆ ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เพราะไม่ได้อยากทำงานในเชิงวิชาการ หรืองานในออฟฟิศ ตอนนั้นอยากเป็นคนเขียนบทสารคดี ได้เดินทาง เที่ยวไปด้วยเขียนงานไปด้วย แต่พอได้ลองทำจริงๆ แล้วกลับไม่สนุกอย่างที่คิด ก็เลยมาทำตรงนี้ เพราะจบปริญญาตรีจากที่นี่ด้วย ผลการเรียนของเราก็อยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างดี จึงสมัครทุนไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศอังกฤษ ในตอนนั้นรู้สึกตื่นเต้นกับการจะไปต่างประเทศมากกว่าที่จะนึกถึงว่าต้องกลับมาใช้ทุนคืน แล้วก็เห็นว่าเป็นโอกาสหนึ่งของชีวิตก็เลยตัดสินใจไป พอเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่นี่ แรกๆ ก็เขินๆ เวลาสอนนักศึกษา แต่พอได้ทำแล้วก็รู้สึกดี รู้สึกผูกพันและสนุกกับงาน
ช่วงแรกที่เพิ่งมาเป็นอาจารย์ก็เจอปัญหาหลายอย่าง อย่างเรื่องของสังคมก็แตกต่างกัน เพราะก่อนหน้านี้เคยทำงานอยู่กับช่องสาม สังคมในออฟฟิศจะเป็นการร่วมงานแบบเป็นทีม แต่อาชีพนี้มีความเป็นปัจเจกสูง นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องของช่องว่างระหว่างวัยกับอาจารย์ท่านอื่นๆ ซึ่งตอนนั้นคนที่อายุใกล้เคียงกับเรามากที่สุดก็ห่างกับเราเป็นสิบปี หรือในทางตรงกันข้ามเราเองก็มีอายุห่างกับนักศึกษาเพียง 2-3 ปี เราก็ต้องวางตัวให้นักศึกษามีความเกรงใจ ซึ่งจริงๆ แล้วเวลาอยู่ในห้องเรียนเป็นคนดุ เพราะต้องควบคุมดูแลทุกอย่างทั้งนักศึกษาและการสอน แรกๆ นักศึกษาก็แซวบ้าง แต่เพราะเราวางตัวให้เขาเกรงใจเขาก็จะไม่กล้าแซว
ชีวิตนักวิชาการไม่ได้เป็นเพียงผู้สอนแต่ยังเป็นผู้เรียนรู้
วิชาที่รับผิดชอบคือ “การสื่อสารกับการเมือง” ซึ่งเป็นหัวข้อที่เคยทำวิจัยมา เป็นการศึกษาเกี่ยวกับอิทธิพลของสื่อที่ส่งผลกระทบต่อการเมือง การสร้างความขัดแย้งทางการเมือง และการสร้างวิธีคิดรวมถึงกำหนดกรอบพฤติกรรมต่างๆ ของคนในสังคม ซึ่งเรื่องของวิชาการเป็นเรื่องที่ไม่หยุดนิ่ง มีการศึกษาวิจัยทฤษฎีใหม่อยู่ตลอดเวลา ความยากจึงอยู่ที่เราต้องคอยตามวิชาการให้ทัน นอกจากนี้เราจะต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ทฤษฎีที่นักวิชาการอย่างเราศึกษากันอยู่นั้นถูกต้องและสามารถใช้ในทางปฏิบัติได้ โดยเฉพาะทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทฤษฎีในเชิงอุดมคติ เช่นการเมืองที่ดีเป็นแบบนี้ แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่ได้เป็นแบบนั้น เราก็ต้องทำวิจัยเพื่อตอบโจทย์ให้ได้
|
ของสำคัญวันทำงาน ของใช้ในวันทำงานที่ต้องพกติดกระเป๋าตลอดเวลา ก็คือ thumb drive เพราะมีข้อมูลการสอนทั้งหมดอยู่ในนั้น กับโทรศัพท์มือถือ ซึ่งส่วนใหญ่ก็เอาไว้ติดต่อ เช็คอีเมล์ อัพเดทข้อมูลข่าวสารต่างๆ หนังสือเล่มล่าสุด Alex James bit of a blur เล่มนี้เป็นประวัติของวง Blur อ่านสนุกๆ ไม่เครียดค่ะ หนังเรื่องโปรด สำหรับวันหยุดส่วนใหญ่จะดูหนังดีวีดีอยู่ที่บ้าน เรื่องที่ชอบมากคือ La haine (Hate) หนังการเมืองของฝรั่งเศส ซึ่งได้รับรางวัลจากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ เล่าถึงเรื่องราวของตำรวจ กับแก๊งค์วัยรุ่นที่ทำตัวไม่ดี ซีรีย์ญี่ปุ่นแนวสืบสวนสอบสวนก็ชอบ หรือไม่ก็อ่านหนังสือ อย่างพวกเรื่องแต่ง นิยายที่ผ่อนคลาย ไม่เครียด |
ในห้องเรียนเราจะเน้นวิชาการมากกว่าพฤติกรรมของนักศึกษา เพราะเป็นชีวิตเขา แต่เราจะช่วยตีกรอบและชี้แนะสอดแทรกไปกับวิชาการ เช่นเวลาให้งานก็กำหนดหัวข้อให้ พยายามให้เขาได้ค้นคว้า หรือการนำเสนองานเราก็จะให้คำแนะนำที่ค่อนข้างตรงไปตรงมา ถ้างานยังไม่ได้มาตรฐานอย่างที่เราคาดหวังไว้ก็จะชี้แนะเพื่อให้นักศึกษาได้นำไปพัฒนาในงานชิ้นต่อๆ ไป พอเขามีการพัฒนาเราก็ชื่นชมเขา นักศึกษาก็จะรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานที่เกิดจากความตั้งใจของเขาเอง การวิจารณ์ต้องมาพร้อมกับการโอกาสให้เขาได้แก้ตัว เปิดพื้นที่ให้เขาได้สื่อสาร แบบนี้ถูกไหม ดีหรือยัง ฝึกไปเรื่อยๆ สิ่งเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ให้เขานำไปปรับใช้กับการทำงานในอนาคตได้
การเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย เป็นนักวิชาการ เราได้สนุกกับการศึกษาวิชาการจากการทำวิจัย สนุกกับการทำงานร่วมกับผู้อื่น ได้พบเจอผู้คนที่หลากหลาย ทั้งผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์สูง คนสำคัญๆ ที่มีบทบาทในสังคม ทำให้เราได้เรียนรู้ชีวิตและประสบการณ์จากเขา ขณะเดียวกันก็เจอวัยรุ่นซึ่งเป็นวัยที่สดใส มีพลัง มีชีวิตชีวา
สื่อสมัยใหม่กับการเมือง... และเรื่องที่ต้องระวัง
ปัจจุบันสื่อเกิดขึ้นใหม่ได้ง่ายมาก อย่างพื้นที่ใน facebook คุณอยากเขียนอะไรก็ได้ ไม่มีคนช่วยกรองเหมือนสื่อทางโทรทัศน์หรือสื่ออื่นๆ เพราะตัวคุณเป็น “สื่อ” เอง การควบคุมอารมณ์ที่แสดงออกจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึง เพราะเมื่อลองกลับไปนั่งอ่านข้อความที่เคยเขียนแสดงทัศนะถึงเหตุการณ์ต่างๆ ภายหลังจากเหตุการณ์นั้นแล้ว จะเห็นว่าความคิดเห็นเหล่านั้นเต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล เราก็ต้องอธิบายให้นักศึกษาฟังและชี้ให้เห็นจากตัวอย่างที่เกิดขึ้นจริง ส่วนเรื่องของการเมือง เรื่องของประชาธิปไตย เราก็ต้องบอกให้เขารู้ว่า การเรียกร้องของม็อบต่างๆ อาจจะเป็นความขัดแย้งของตัวแกนนำ ซึ่งถ้าเป็นผลประโยชน์ของเขาก็ให้เขาไปสู้กันเอง ประชาชนอย่างเราอย่าไปสู้ตาม

อาจารย์มหาวิทยาลัย..หนึ่งในตัวช่วยค้นหาตัวตนให้เป็นผลผลิตของสังคม
ถึงแม้ความเป็นวัยรุ่นของเด็กในสมัยนี้กับสมัยก่อนไม่ค่อยแตกต่างกันมาก อย่างที่ธรรมศาสตร์นักศึกษาจะมีเสรีภาพในการค้นหาตนเองอย่างเต็มที่เหมือนๆ กันทุกรุ่นไม่ต่างกับสมัยที่เราเรียน แต่ส่วนที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัดคือ สมัยที่ตัวเองเรียนหรือรุ่นก่อนหน้าเรา เราจะมองว่ามหาวิทยาลัยเป็นพื้นที่ของเรา จะทำอะไรก็ได้ตามใจ พ่อแม่ไม่ต้องคอยมาดูแลแล้ว แต่สมัยนี้พ่อแม่จะยังดูแลลูกเหมือนอย่างกับตอนยังเป็นนักเรียน อย่างที่ธรรมศาสตร์รังสิตจะมีหอพัก นักศึกษาต้องนอนหอพัก ก็จะมีพ่อแม่มาดูว่าลูกจะกินอยู่อย่างไร แต่ในส่วนนี้เองมหาวิทยาลัยก็เป็นคนเปิดให้พ่อแม่ที่เป็นห่วงเข้ามามีส่วนเองด้วย
อาชีพอาจารย์ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยเรื่องการค้นหาตัวเอง สำหรับกิจกรรมการแนะแนวโดยตรงให้นักศึกษาได้ค้นหาตัวเองคงไม่มี แต่มหาวิทยาลัยจะให้ความสำคัญกับกิจกรรมนอกห้องเรียนอย่างชมรมต่างๆ ได้ลงมือทำ ซึ่งก็จะได้เรียนรู้จากประสบการเองว่าตัวเองชอบหรือไม่ชอบอะไร
นอกจากนี้กิจกรรมนอกรั้วมหาวิทยาลัยอย่างการไปฝึกงาน ก็ช่วยให้เขาได้เรียนรู้ว่างานนั้นเป็นอาชีพที่เขาชอบไหม เพราะการศึกษาไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนแต่อยู่นอกห้องเรียนด้วย ทั้งนี้เราก็ต้องคอยให้คำแนะนำเพื่อไม่ให้นักศึกษาหลงทาง จะปล่อยให้มีอิสระร้อยเปอร์เซ็นต์เลยก็ไม่ได้ เพราะเมื่อเขาออกไปใช้ชีวิตในสังคมข้างนอกรั้วมหาวิทยาลัยก็ต้องเจอกับกรอบของสังคมอยู่ดี
ถึงนักศึกษาที่กำลังจะจบและเพื่อนพี่น้องวัยทำงาน
การเรียนรู้และศึกษาจากรุ่นพี่เป็นสิ่งสำคัญ เด็กรุ่นใหม่ยังขาดเรื่องของการเรียนรู้จากรุ่นพี่ อาจเพราะด้วยโลกสมัยใหม่สามารถหาทุกอย่างได้จากอินเทอร์เน็ต ซึ่งทำให้เขารู้สึกว่าเขาค่อนข้างเก่ง แต่ที่จริงแล้วเด็กยังไม่มีความรู้หรือประสบการณ์ที่มากพอ ซึ่งประสบการณ์เหล่านั้นเรียนรู้ได้จากโครงสร้างแบบเก่า อย่างการทำงานในบริษัท ได้รู้จักรุ่นพี่ เรียนรู้ระบบการทำงานจากระบบเดิมๆ แต่เด็กรู้สึกว่าเขารู้ถึงสิ่งเหล่านั้นหมดแล้ว จึงไม่ต้องถาม ไม่ต้องขอคำปรึกษาจากรุ่นพี่หรือผู้ที่มีประสบการณ์มากกว่า และถ้าเด็กยุคใหม่เป็นแบบนี้กันเพิ่มมากขึ้นก็จะส่งผลต่อสังคม ซึ่งสังคมที่ไม่เข้มแข็งพอในเชิงความรู้ ก็จะเต็มไปด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ที่เห็นได้ชัดเจนคือ มีกระแสอะไรเกิดขึ้นก็จะคอยวิ่งตามกระแส ซึ่งก็ไม่ได้เป็นเฉพาะแต่นักศึกษา ผู้ใหญ่บางคนก็เป็นแบบนี้เช่นกัน อยากให้นักศึกษาเป็นตัวของตัวเอง แต่ก็เปิดรับการเรียนรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ให้มากที่สุดไปพร้อมกันด้วย ส่วนเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ วัยทำงานก็ไม่อยากให้เครียดกับงานจนเกินไป ถ้ารู้สึกเครียดก็อาจจะไปออกกำลังกายให้รู้สึกผ่อนคลายขึ้น เพราะนอกจากจะช่วยดูแลสุขภาพแล้ว ยังส่งผลต่อการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย

ถ้า...ไม่ได้เป็นอาจารย์
อยากมีกิจการส่วนตัว คือ เปิดร้านขายขนมไทย อยากทำธุรกิจที่ที่ไม่ต้องใหญ่มาก แต่ประสบความสำเร็จ แล้วก็เขียนหนังสือ เขียนงานเกี่ยวกับสารคดีท่องเที่ยว ที่สอดแทรกเรื่องการเมืองแบบสนุกๆ เพราะตอนนี้เขียนคอลัมน์ “การเมืองเรื่องสื่อสาธารณะ” ลงในหนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ค่อนข้างเครียด เลยอยากจะเขียนอะไรที่สนุกๆ บ้าง










