สื่อสารทำงานราบรื่น เมื่อหลุดกรอบของความ "เป็น"
เมื่อคราวที่แล้วผมแนะนำเรื่องการสร้างความเป็นไปได้ด้วยรูปแบบทางภาษาง่ายๆ ไปแล้ว วันนี้ผมมีการใช้ภาษาที่น่าสนใจมาให้ลองดูไปพร้อมๆ กัน ลองอ่านประโยคเหล่านี้ดูหน่อย แล้วสาวๆ โอแอลสังเกตเห็นอะไรบ้าง
"เธอนี่น่ารำคาญจริงๆ"
"บ้านฉันเป็นเขตน้ำท่วม"
"หนังเรื่องนี้ห่วยมาก"
"ผมเป็นคนชอบกินเหล้า"
"ติ๊กเป็นชาวคริสต์"
"สิทธิ์เป็นเกย์"
ประโยคที่เห็นทั้งหมดนี้แอบซ่อน "เครื่องหมายเท่ากับ" ไว้อยู่ ฟากหนึ่งของเครื่องหมายเป็นคำนาม ส่วนอีกฟากหนึ่งเป็นตัวตนที่โดนพิพากษามา เจ้าเครื่องหมายเท่ากับนี้จะมาพร้อมกับคำว่า 'เป็น' หรือบางครั้งก็ละไว้ในอากาศ ทั้งสามตัวไม่ว่าจะมองเห็นหรือมองไม่เห็นนี้ "เป็น" วิธีพูดวิธีคิดที่ฝังแน่นอยู่และอาจก่อให้เกิดปัญหาได้ไม่น้อย บางคนพูดเลยว่าคำนี้เป็นต้นเหตุของความขัดแย้งและสงครามทั้งปวง!
เมื่อสาวๆ อ่านบทความนี้อย่างตั้งอกตั้งใจต่อไป จะได้พบวิธีนำเอาคำเจ้ากรรมนี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมหัศจรรย์!
ถ้าผมพูดว่า "ติ๊กเป็นชาวคริสต์" ติ๊กก็จะต้องเป็นชาวคริสต์ตลอดกาล ไม่มีข้อยกเว้น ไม่มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างจำพวกนี้แช่แข็งตัวตนจากภายในและภายนอก และอาจก่อให้เกิดวิกฤติแห่งอัตลักษณ์ เวลาที่ติ๊กอยากจะทำอะไรที่ไม่อยู่ในกรอบของ "ชาวคริสต์" ตามที่กฏและข้อปฏิบัติว่าไว้โครงสร้างนี้แบ่งแยกความคิดเป็นสองซีก คือฝั่ง X กับฝั่งไม่ใช่ X คือ คุณต้องเป็นชาวคริสต์ หรือไม่ใช่ชาวคริสต์ บางสายเชื่อว่าความคิดแบบทวิภาคที่แบ่งโลกเป็นสองซีก ทำให้เรามีปฏิสัมพันธ์กับป้ายหรือตราที่แปะไว้บนใบหน้าผู้คนแทนที่จะมองเห็นคนคนนั้นอย่างแท้จริง
ลองมาดูว่าเราจะเปลี่ยนประโยคเหล่านี้ไปในทางที่เปิดโอกาสเสรีภาพทางความคิดและทำให้ก่อปัญหาน้อยลงได้อย่างไรบ้าง
| รูปประโยคเดิม | ประโยคแกนเปลี่ยน |
|
"ติ๊กเป็นคนคริสต์" (ติ๊ก = คนคริสต์) |
ถ้าคุณเป็นคนคริสต์เหมือนกัน หรือว่าเป็นคนที่มีแนวคิดเสรีนิยม ประโยค "ติ๊กเป็นคนคริสต์" คงไม่มีปัญหาอะไร แต่สมมุติว่าคุณเป็นคนยิว คนพุทธ คนอิสลาม ประโยคนี้ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งได้ เราจึงสามารถเพิ่มอิสรภาพทางความเชื่อ โดยเปลี่ยนจาก "ติ๊กเป็นคนคริสต์" เป็น "ติ๊กไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์มาตลอด 10 ปีที่ผ่านมา" |
|
"สิทธิ์เป็นเกย์" (สิทธิ์ = เกย์) |
ถ้าคุณเป็นคนที่สนับสนุนการรักร่วมเพศ คุณก็คงสามารถยอมรับประโยคนี้ได้ แต่ถ้าคุณมีแนวคิดที่แตกต่างไป การที่ "สิทธิ์เป็นเกย์" ก็อาจก่อให้เกิดปัญหา ดังนั้นลองเปลี่ยนวิธีคิดเป็น "สิทธิ์จูบกับผู้ชายเมื่อวันอังคาร" |
วิธีพูดวิธีคิดดังนี้เป็นการปลดแอกทางตัวตนให้กับติ๊กและสิทธิ์ ไม่มีการตีกรอบทางพฤติกรรมของพวกเขาทั้งสองว่าจะต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ตัวผมเองก็ได้รับอิสรภาพด้วยเช่นกัน ผมจะพูดคุยสัมพันธ์กับคนทั้งสองด้วยตัวตนของเขาไม่ใช่ด้วยศาสนาหรือรสนิยมทางเพศของเขา
| ความคิดจำกัดตัวเอง | ประโยคแกนเปลี่ยน |
|
"เธอนี่น่ารำคาญจริงๆ" (เธอ = น่ารำคาญ) |
ถ้าประโยคนี้ไปเข้าหูไม่ถูกเวลา ประโยคนี้สามารถเจาะลึกและฝังแน่นในหัวของคนฟัง ทำให้เขาฝึกในตัวเองให้เป็นคน "น่ารำคาญ" โดยไม่รู้ตัว ลองพูดใหม่ว่า "ฉันคิดว่าเธอกำลังทำกิริยาที่น่ารำคาญ" คราวนี้ก็จะกลายเป็นความคิดเห็นหนึ่ง และความน่ารำคาญจะผูกติดกับกริยาที่ กระทำไม่ติดกับคนคนนั้น |
|
"บ้านฉันเป็นเขตน้ำท่วม" (บ้านฉัน = น้ำท่วม) |
ฟังดูน่ากลัวใช่ไหมครับ "บ้านฉันเป็นเขตน้ำท่วม" เหมือนเป็นความจริงว่ายังไงๆ ก็ต้องท่วมเพราะเป็นเขตน้ำท่วม ทำให้คนฟังเอาภาพน้ำท่วม มารวมกับภาพบ้านอย่างหนัก แต่อยากให้ลองพูดว่า "ผู้ว่าฯ ให้ความเห็นว่า มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าน้ำจะเข้ามาในแขวงที่บ้านฉันอยู่" คราวนี้ก็เปิดความเป็นไปได้อื่นๆ เช่นว่า ผู้ว่าฯ อาจคาดการณ์ผิด หรือท่วมในแขวงที่บ้านอยู่แต่ไม่ท่วมตัวบ้าน เป็นต้น |
|
"หนังเรื่องนี้่ห่วยมาก" (หนังเรื่องนี้ = ห่วยมาก) |
แม้ว่าจะฟังเหมือนความจริงแบบอัตวิสัย แต่แท้จริงแล้วเป็นเพียงมุมมองหนึ่งเท่านั้น จึงอาจเปลี่ยนคำพูดได้เป็น "ส่วนตัวแล้วฉันคิดว่าหนังเรื่องนี้ห่วยมาก" |
|
"เก่งเป็นคนชอบกินเหล้า" (เก่ง = คนชอบกินเหล้า) |
"คนชอบกินเหล้า" เป็นตราที่ประทับไว้กับเก่ง ถ้ามีการกินเหล้าที่ไหน "คนชอบกินเหล้า" อย่างเก่งก็เหมือนจะมีหน้าที่ต้องตามไปกินด้วย ยิ่งทำให้ความ "เป็นคนชอบกินเหล้า" ยิ่งเข้มข้นขึ้นต่อไป โดยเหมือนจะไม่มีทางเลือก แต่ถ้าเปลี่ยนคำพูดเป็น "ที่ผ่านมา เก่งมีแนวโน้มว่าจะกินเหล้ามากกว่าคนส่วนใหญ่" คราวนี้ก็เป็นเรื่องของอดีตได้ผ่านไปแล้ว เก่งก็สามารถเลือกได้ว่าในอนาคตจะกินหรือไม่กินเหล้า |
โครงสร้างใหม่แบบนี้แยกแยะเอาตัวตนออกมาจากพฤติกรรม นั่นก็แปลว่าคุณไม่ใช่สิ่งที่คุณทำ ลองนึกดูอีกนิด จะสังเกตเห็นอิสรภาพที่เกิดขึ้นจากการแยกตัวออกมาจากพฤติกรรมนั้นๆ และยังสามารถลดปัญหาความขัดแย้งในการสื่อสารกันได้ ไม่ว่าเรื่องการทำงานหรือเรื่องส่วนตัว
สาวโอแอลที่ช่างสังเกตคงสังเกตเห็นว่าผมยังใช้คำว่า "เป็น" หรือเครื่องหมายเท่ากับที่มองไม่เห็นอื่นๆ ในบทความนี้อยู่ นี่ก็เป็นเพราะว่า แม้ในความเป็นตัวการสร้างปัญหา โครงสร้างทางภาษานี้ก็ยังมีประโยชน์อยู่ ถ้าใช้โครงสร้าง "เป็น" นี้เพื่อเพิ่มทักษะความสามารถ อย่างเช่น เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้มีโอกาสโค้ชคนที่รักการเล่นเทนนิสมาก กับอีกคนที่ใฝ่ฝันจะเป็นนักร้องโอเปร่ามืออาชีพ ขณะที่พูดคุยกับผมก็สังเกตว่าทั้งสองคนใช้รูปประโยคว่า "ฉันเรียนร้องโอเปร่า" กับ "ผมฝึกเทนนิส" แม้ว่าจะถูกต้องตามหลักปรัชญาว่าตัวตนกับการกระทำนั้นแยกกันแล้ว ผมแนะนำให้ทั้งสองเปลี่ยนรูปประโยคเป็น
| รูปประโยคเดิม | ประโยคแกนเปลี่ยน |
|
"ฉันเรียนร้องโอเปร่า" |
(อาจ) เปลี่ยนได้เป็น "ฉันเป็นนักร้องโอเปร่า" |
|
"ผมฝึกเทนนิส" |
(อาจ) เปลี่ยนได้เป็น "ผมเป็นนักเทนนิส" |
เมื่อทั้งสองคนได้ยินก็หยุดคิดถึงประโยชน์ที่ได้จากการเปลี่ยนตัวตนในแบบที่ผมแนะนำไป เมื่อเอาตัวตนไปผูกพันกับทักษะ ความสามารถ หรืออาชีพใดๆ แล้ว ก็จะขุดเอาพลังและทรัพยากรต่างๆ ที่มีมาส่งเสริมให้ทักษะ ความสามารถ หรืออาชีพนั้นๆ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ ก็น่าสนใจว่าคนที่ผมโค้ชทั้งสองคนก็สามารถแสดงฝีมือออกมาดียิ่งกว่าเดิมได้หลังจากที่เชื่อว่าตัวเอง "เป็น" นักร้องโอเปร่า และ "เป็น" นักเทนนิส
น่าทึ่งใช่ไหมครับ จำไว้แต่เพียงว่าอย่าปักใจเชื่อ 100 เปอร์เซนต์ เพราะว่าตัวเรากับการกระทำของเรานั้นแยกออกจากกัน ไว้คราวหน้าเราจะมาคุยกันว่าคนเราจะสามารถ "เปลี่ยนแปลง" ได้อย่างไรบ้าง
เอเดรียน
Profile : Adrian
Neuro Linguistic Programming (NLP) ศาสตร์ทางจิตวิทยาซึ่งเชื่อมต่อกระบวนการคิดของสมอง การกลั่นกรองออกมาเป็นภาษา กับความเข้าใจในพฤติกรรมต่างๆ ของมนุษย์ ซึ่งมีประโยชน์ในการนำไปใช้เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งทางร่างกายหรือจิตใจ รวมไปถึงช่วยสนับสนุนให้สามารถเข้าใกล้เป้าหมายที่ต้องการได้มากยิ่งขึ้น
Profile : Adrian Cox
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้าน NLP ผสมผสานศาสตร์ทั้งทางด้านจิตใจและร่างกาย เพื่อช่วยพัฒนาให้การสื่อสารและศักยภาพการทำงานเข้าด้วยกันได้อย่างกลมกลืน และยังเป็นผู้ฝึกสอน NLP เพียงคนเดียวในประเทศไทยที่ได้รับการฝึกมาจาก Dr. John Grinder ผู้ร่วมคิดค้นศาสตร์ด้าน NLP นอกจากนั้นเอเดรียนยังมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการฝึกกายและจิตผ่านการฝึกโยคะ โดยเป็นบุคคลที่ช่วยบุกเบิกโยคะรุ่นแรกๆ ในประเทศไทย
โยคะและ NLP กับเอเดรียน (www.adriancox.com) สอนและอบรมสรีรศาสตร์และจิตวิทยาแห่งความเป็นเลิศ





